หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น อย่างแรกที่ขอตั้งคำถามคือ

"เคยอ่านโดเรม่อนไหม?"

เป็นคำถามที่ไม่ได้อยากได้คำตอบสักนิดเดียว เพียงแต่มันเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวแน่นอนอยู่แล้ว

 

รู้จักทักทายกับโนบิตะ และ โดเรม่อนตั้งแต่พ.ศ.ใดในชีวิต ก็จำไม่ได้

แค่จำได้ว่า ตอนเด็กอ่านแต่โดเรม่อน เล่นเกมส์เพลย์สเตย์ชั่น

ฟังเพลงญี่ปุ่นเป็นครั้งคราว และนั่งดูดราก้อนบอลจากวิดิโอเป็นตั้งๆ

 

ความจริงชีวิตเรามันก็ไม่หนีแสงอาทิตย์สีแดงสักเท่าไร

 

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

แรกเริ่มที่เราคิดจะค้นหาตัวตนของ Fujiko f fujio เพราะว่าได้อ่าน

"รวมผลงานอมตะ  ฟุจิโกะ SF คอลเลคชั่น" ที่ปัจจุบันออกถึงเล่ม 4 ในเมืองไทย

ทำให้รู้สึกว่า ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเป็นการ์ตูน

ไม่สิ .. อันที่จริง ทำไมชายผู้นี้ถึงเขียนเรื่องราวความคิดจากสมองลงสู่

ภาพการ์ตูนอ่านง่ายเช่นนั้นได้อย่างไร ?

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ไม่ได้คลั่งไคล้และเป็นกูรูแต่อย่างใด

เนื้อหาส่วนใหญ่ล้วนหาจากอินเตอร์เน็ตและประสบการณ์ส่วนตัวบางส่วน

 

 

ก่อนอื่นต้องขอบคุณน้องชายวัย 10 ขวบที่หา SF Collection มาให้อ่าน

[ SF Collection ทั้ง 8 เล่ม ]

 

ทันทีที่อ่านเล่ม 1 จบ

ความคิดมากมายก็ปะดังประเดเข้ามาให้หัวสมองอันมีพื้นที่ที่สามารถใช้งานได้เพียงน้อยนิด

คลับคล้ายกับตอน อ่านนิตยสาร "สารกระตุ้น" ครั้งแรก

คลับคล้ายกับตอน ได้รู้จักกับ GREEN DAY

คลับคล้ายกับตอน แอบปลื้มรุ่นพี่คนแรก

คลับคล้ายกับตอน นั่งมองแม่แมวกำลังคลอดลูกแมวตัวเล็กออกมา

 

 

 

มันเป็นรักแรกพบ

 

 

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

อ่านประวัติแบบยาวเฟื้อยได้ตรงนี้ ..

 

ประวัติ

ฮิโรชิ ฟุจิโมโตะ และโมโตโอะ อะบิโคะ ทั้งคู่ต่างก็เกิดในจังหวัดโทะยะมะ ที่ประเทศญี่ปุ่น

ฮิโรชิได้มีโอกาสรู้จักกับอะบิโคะ ตอนที่อะบิโคะย้ายเข้ามาโรงเรียนประถมโจซึกะ ประจำ ในอำเภอทาคาโอกะ

และได้มาเรียนห้องเดียวกันกับฮิโรชิ ขณะเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ด้วยความที่ทั้งคู่ต่างก็ชอบในการวาดเขียนการ์ตูน และรู้สึกชื่นชอบหนังสือการ์ตูนเรื่อง เกาะมหาสมบัติ ภาคใหม่

ผลงานของ โอซามุ เท็ตซึกะเป็นอย่างมาก ถึงขนาดส่งจดหมายแฟนคลับไปถึง เท็ตซึกะ

ในระหว่างที่ทั้งสองคนเร่ำรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นนั้น ก็ได้เริ่มออกนิตยสารการ์ตูนทำมือขึ้น

ชื่อ "RING"ต่อ มาช่วงก่อนที่จะจบมัธยมศึกษา เขาทั้งสองก็เริ่มวาดการ์ตูนส่งไปตามคอลัมน์สำหรับผู้อ่านทางบ้าน

ในหลาย สำนักพิมพ์ และได้เปิดตัวครั้งแรกเรื่อง นางฟ้าทามะจัง (Tenshi no Tama-chan)

ลงตีพิมพ์เป็นประจำในนิตยสาร "ไมนิจิ โชกักเซ" ซึ่งครั้งนั้นเขาทั้งสองก็ได้รับเงินค่าจ้างอีกด้วย

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมบ้านของเท็ตซึกะในเมืองทาคาราซึ กะ จังหวัดเฮียวโงะ

การเยี่ยมบ้านในครั้งนั้นได้จุดประกายในการเขียนการ์ตูนของทั้งสองเป็นอย่างมาก




[ อาจารย์โอซามุ เท็ตสึกะ แรงบรรดาลใจ ]

ด้วยเหตุที่ว่าทั้งสองเป็นลูกชายคนโต ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ต้องรีบหางานทำหลังจากจบมัธยมศึกษา

ในปีพ.ศ. 2495 ฮิโรชิได้เข้าไปทำงานในโรงงานลูกกวาด ส่วนอะบิโคะก็เข้าไปทำงานในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

แต่ภายหลังเนื่องจากฮิโรชิได้รับอุบัติเหตุระหว่างทำงาน จึงลาออกจากงานประจำและตัดสินใจเขียนการ์ตูนอย่างจริงจัง

อยู่ที่บ้าน โดยมีอะบิโคะคอยมาช่วยเหลืออยู่ตลอดหลังจากเวลาว่างหลังเลิกงาน

และในปี พ.ศ. 2496 ทั้งคู่ก็ได้ออกการ์ตูนเรื่อง ล่องลอย 4 หมื่นปี ลงใน"โบเก็นโอ"

และมีผลงานการ์ตูนพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกในนามปากการ่วมกันว่า "อาชิซึกะ ฟูจิโอะ"

เรื่อง สงครามโลกครั้งสุดท้าย ในปีต่อมา พ.ศ. 2497 ทั้งคู่ได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่โตเกียว

เพื่อจะเป็นนักวาดการ์ตูนญี่ปุ่น หรือมังงะกะ อย่างเต็มตัว เมื่อย้ายมาอยู่ที่ห้องเช่าเล็ก ๆ

ที่เรียวโคะคุ เขตซึมิดะ จังหวัดโตเกียวได้สักระยะหนึ่ง ฮิโรชิก็เกิดป่วยเป็นวัณโรค

ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงยากต่อการรักษา แต่สุดท้ายแล้ว ฮิโรชิก็สามารถหายจากอาการป่วยได้

หลังจากนั้นทั้งคู่ได้รับความช่วยเหลือจาก เท็ตซึกะในการจัดหาห้องเช่าให้แถวโทกิว่า

ในเขตโทชิม่า จังหวัดโตเกียว ซึ่งบ้านเช่าแห่งนี้มีนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่หลายคนอาศัยอยู่

จึงมีชื่อเรียกกันเล่น ๆ ว่า บ้านการ์ตูน และได้จัดตั้งชมรมการ์ตูนยุคใหม่ขึ้น

ทั้งคู่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนนามปากกาเป็น "ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ" และมีผลงานออกมาเรื่อง สายแร่อวกาศ

[สงครามโลกครั้งสุดท้าย - UTOPIA ]

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้เขียนการ์ตูนส่งไปยังสำนักพิมพ์เรื่อยมา และเริ่มที่รู้จักกันในวงกว้างมากขึ้น

แต่ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2498 จนถึงต้นปี พ.ศ. 2499 ทั้งคู่ต้องพักงานเนื่องจากเมื่อตอนกลับไปยังบ้านเกิด

ที่จังหวัดโทะยะมะช่วง เทศกาลปีใหม่ มีการฉลองกันหนักเกินไปจนทำให้เสียงาน ไม่สามารถส่งต้นฉบับการ์ตูน

ได้ทันตามกำหนด ความน่าเชื่อถือของทั้งคู่ลดลงไปในช่วงเวลานั้น ต่อมาทั้งสองคนจึงได้ตัดสินใจลงทุนจัดตั้งบริษัท

"สตูดิโอซีโร" ขึ้นโดยได้เพื่อนเก่าอย่าง ชินอิจิ ซูซูกิ, โชทาโร่ อิชิโนะโมะริ,

จิโร่ สึโนะดะ, คิโยะอิจิ สึโนะดะ ซึ่งเป็นเพื่อนจากกลุ่มนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่ที่เคยใช้อยู่ร่วมกัน

ในบ้านการ์ตูนมาเป็นทีมงาน

[ Studio Zero - ถูกเขียนถึงในตอน 'ตำนานสตูดิโอ โกโรโกโส' ใน SF เล่ม 4]

 

หลังจากต่อตั้งสตูดิโอก็มีผลงานทำภาพยนตร์เรื่องยาวให้กับเรื่อง เจ้าหนูอะตอม (Astro Boy)

สตูดิโอก็มีผลงานเรื่อยมาจนถึงปีพ.ศ. 2505 ฮิโรชิได้แต่งงานเมื่ออายุ 28 ปี

และในปีถัดไปก็ได้รับรางวัลโชกักคังครั้งที่ 8 จากเรื่อง โรบ็อตลุย และเท็ตจังถุงมือ

(อาจารย์ฮิโรชินั่น มีส่วนช่วยในเรื่องของภาคอนิเมชั่น แต่ตัวผลงานยังคงเป็นของอาจารย์ โซม เท็ตสึเกะทั้งสิ้น)

[ Astro boy - เจ้าหนูอะตอม ]

 

จนในปีพ.ศ. 2507 ผลงานในนาม ฟูจิโกะ ฟูจิโอกะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากนับจากเริ่มวาดการ์ตูน

ด้วยการ์ตูนเรื่อง ผีน้อยคิวทาโร่ (Qtaro the Ghost) ได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูน "โชเน็นซันเดย์"

มีคนติดตามโดยเฉพาะเด็ก ๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้คิวทาโร่ได้ผลิตเป็นการ์ตูนแอนิเมชันจัดฉายทางโ

ทรทัศน์ในเวลาต่อมา ส่งผลให้ชื่อเสียงโด่งดังขึ้นเป็นอย่างมาก และสตูดิโอซีโร

ก็เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจากทีมงานเริ่มต้นเพียง 7 - 8 คน ก็เพิ่มมาเป็น 80 คน ได้มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ

[ Qtaro the Ghost ]

 

ไม่ว่าจะเป็นไคบุซึ (Kaibutsu-kun), นินจาฮาโตริ (Hattori the Ninja), ปาร์แมน (Paman),

21 เอมอน (21-emon) และเจ้าชายจอมเปิ่น เป็นต้น ในปีพ.ศ. 2509

อะบิโคะเข้าพิธีแต่งงานเมื่ออายุได้ 32 ปี ทว่าก็ต้องพบกับความไม่สมหวังในด้านการงาน

สตูดิโอซีโรต้องปิดตัวลงเนื่องจาก เนื่องจากปัญหาทางด้านการเงินโดยมีผลงานเรื่องสุดท้ายคือ

เจ้าชายจอมเปิ่น หรือ เจ้าชายลูกบ๊วย แต่ฮิโรชิไม่ได้ท้อแท้กับการปิดตัวลง

กลับมองว่าแม้ต้องปิดตัวลงแต่เขาก็ได้รับประสบการณ์ที่มีค่ามากมาย

และทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ ก็ต้องจบลงที่ศูนย์ตามชื่อของสตูดิโอ

ซึ่งซีโร แปลได้ว่า "ศูนย์" (นิตยสาร aday, 2545)

 [Parman]

 

หลังจากนั้นในปีพ.ศ. 2513 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของการ์ตูนที่โด่งดังที่สุดในชีวิตของเขาทั้งสองคือเรื่อง

โดราเอมอน ลงใน"โชกักอิจิเน็นเซย์-โยะเน็นเซย์" โดยเน้นไปที่กลุ่มผู้อ่านวัยเด็ก

ในช่วงแรกนั้นโดราเอมอนยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่ต่อมาใน 3 ปีให้หลัง

โดราเอมอนได้ผลิตเป็นการ์ตูนแอนิเมชันฉายทางโทรทัศน์ ซึ่งทำให้

ได้รับความสนใจและนิยมไปอย่างแพร่หลาย ทำให้ฮิโรชิได้รับรางวัล Nihon Mangaka

จากโดราเอมอน ในปีพ.ศ. 2516 ส่วนอะบิโคะที่มุ่งออกผลงานสำหรับวัยรุ่น

ก็ได้มีผลงานเอง Black Salesman (ภายหลังเปลี่ยนเป็น Warau Salesman) อัตชีวประวัติ Manga-michi

 

[Doraemon]

 ในปีพ.ศ. 2530 ทั้งคู่ถึงจุดอิ่มตัวในวัย 54 ปีจึงได้ตัดสินใจแยกกันใช้นามปากกาจาก

"ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ" สำหรับฮิโรชิเป็น "ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ" ส่วนของอะบิโคะเป็น "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ (เอ.)"

เพื่อแยกตัวทำผลงานของตัวเอง ฮิโรชิได้เขียนการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอนต่อเรื่อยมา

โดยเขาจะเป็นผู้วาดและแต่งเรื่องโดราเอมอนฉบับภาพยนตร์ เป็นประจำทุกปี เมื่อถึงปีพ.ศ. 2539

ฮิโรชิก็ได้ถึงแก่กรรมลงด้วยวัย 62 ปี ส่วนอะบิโคะมีผลงานเรื่องนินจาฮาโตริ

และโปรกอล์ฟซารุจัดฉายในโรงภาพยนตร์

 

จบประวัติ Fujiko Fujio จาก wiki

 

*Doraemon The Movie ปัจจุบันมีภาพยนต์การ์ตูนโดเรม่อน ถึง 28 ภาค

แต่ส่วนตัว ที่เราชอบมากที่สุดคงเป็น

[ ผจญกองทัพมนุษย์เหล็ก (1986) ]

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

 

เคยเป็นไหมตอนที่โนบิตะเรียกคำว่า "โดราเอม่อนน" แล้วเรามักจะเผลอยิ้มออกมาทุกครั้ง

?

 

 

 

 

 

.

.

.

 จะมาเขียนถึงเกร็ดอื่นๆ ในภาคต่อไป to be continude วันพรุ่งนี้ นะจ๊า ...

(ขอยก Credit ไปทบในตอนสุดท้าย เสร็จแล้วจะเอามาแปะใหม่ทีหลังค่ะ)

edit @ 30 Jul 2009 23:40:07 by sold out